ประวัติความเป็นมาของเครื่องปั่นผักผลไม้

เครื่องปั่นน้ำผลไม้ เป็นสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนรักษาสุขภาพ และคนที่กำลังลดความอ้วน ที่ชอบทำเครื่องดื่มจากผักผลไม้กินแทนอาหารหนักๆในแต่ละวัน จึงทำให้เกือบทุกบ้านมีเก็บไว้ที่บ้าน รวมไปถึงธุรกิจต่างๆ ที่เกี่ยวกับการทำอาหารและเครื่องดื่ม

“โอ้พระเจ้าจอจช์ มันยอดมาก” หลายปีก่อนหรือแม้แต่ปัจจุบันนี้คุณอาจจะเคยได้ยินเสียงโฆษณาจากทีวีมาก่อน ซึ่งในยุคนั้นจะเน้นไปในเรื่องของเครื่องบด เครื่องปั่น ที่ล้ำสมัย อธิบายว่ามันสามารถ ลดเวลา เบาแรงแม่บ้านในการทำครัวไปได้เยอะ และก่อนที่เครื่องปั่นจะกลายเป็นสิ่งอำนวยความสะดวกที่สำคัญในการทำอาหารนั้น เคยสงสัยกันไหมว่าในสมัยก่อนที่ยังไม่มีไฟฟ้าใช้กัน เขาใช้เครื่องมืออะไรในการบดอาหาร และอันดับแรกที่เรานึกถึงก็คือ ครก ซึ่งมีแบบหินและแบบไม้ ส่วนใหญ่ครกหินจะบดได้ดีกว่าไม้ ส่วนเนื้อสัตว์ก็จะใช้วิธีการสับละเอียดด้วยมีด หรือใช้ เครื่องโม่ในการบด แต่ต่างประเทศมักจะครีเอดเครื่องสับ เครื่องบดขึ้นมาเองด้วยการหาใบมีดฟันปลายโค้ง เชื่อมติดกับเฟืองให้หมุน วิธีการใช้งานก็หาโหลแก้วมาครอบ แล้วบด ถึงแม้หน้าตาจะดูดี แต่การใช้งานค่อนข้างลำบากกว่าเครื่องปั่นในยุคปัจจุบันมาก

คุณรู้หรือไม่?

ในปี ค.ศ. 1922 เครื่องปั่นน้ำผลไม้ถูกประดิษฐ์ขึ้นเป็นครั้งแรกของโลก โดยชาวโปแลนด์ นามว่า นายสตีเฟ่น โดยการออกแบบและการผลิตอยู่ภายใต้สัญญากับบริษัท Arnold Electric ผลิตขึ้นมาเพื่อใช้สำหรับการเตรียมนมมอลต์ ประมาณว่าเป็นเครื่องดื่มธัญพืชในยุคปัจจุบันนี้ละ ส่วนรูปร่างไม่ได้แตกต่างอะไรจากเครื่องปั่นในยุคปัจจุบัน ซึ่งนับได้ว่าเป็นครั้งแรกที่ใช้ใบมีดปั่นตรงส่วนล่างของตัวโถ

ต่อมาเครื่องปั่นเริ่มเป็นที่รู้จัก โดยนายเฟรด ซึ่งเค้าได้เปิดโรงงานเกี่ยวกับอุปกรณ์เครื่องใช้ในครัวอยู่ก่อนแล้ว จึงได้นำมาพัฒนาต่อให้การเป็นเครื่องใช้ในครัวเรือน และได้จดสิทธิบัตรในปี ค.ศ. 1933 พร้อมกับได้รับเงินทุนสนับสนุนจากผู้ที่สนใจร่วมหุ้นอย่างมาก จึงได้เข้าไปอยู่ในงาน National Restaurant Show ที่ชิคาโกเป็นครั้งแรก ในปี ค.ศ. 1937 ทำให้เกิดราคาขายปลีกขึ้นเป็น 29.75 ดอลลาร์ หรือประมาณ 1,000 กว่าบาท แต่แล้วการผลิตเครื่องปั่นได้หยุดชะงักในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ภายหลังสงครามสงบ ความต้องการก็สูงมากขึ้น จึงได้พัฒนาจากบดผลไม้นิ่มๆ กลายมาเป็นบดน้ำแข็ง บดเมล็ดกาแฟได้ รวมไปถึงทำระบบปุ่มควบคุม จึงไม่แปลกใจเลยว่าปัจจุบันนี้เครื่องปั่นถูกใช้กันอย่างแพร่หลายในเมืองไทย เพราะได้มีการพัฒนาออกมาอย่างต่อเนื่องอย่างไม่หยุดหย่อน ทั้งในเรื่องความแข็งแรง เทคโนโลยีที่มากขึ้น รวมไปถึงการออกแบบให้ดูน่าใช้

แม้ว่าเครื่องปั่นจะแพร่หลายมีใช้กันทุกบ้าน แต่เครื่องมือเก่าๆ ก็ยังสำคัญสำหรับแม่บ้านในบางครั้ง อย่างเช่น บางคนยังคงต้องใช้ครกในการตำกระเทียม หัวหอม ขิงข่า, เลือกใช้มีดในการสับหมูเพราะความถนัด และคิดว่าเนื้อจะมีความหยาบอยู่บ้างกว่าการใช้เครื่องบดหมูแล้วละเอียดมากเกินไป หรือใช้เครื่องหั่นหมูจะบางเกินไป, หรือการตำน้ำพริกด้วยครกที่จะได้ความหอมแบบดั้งเดิม เป็นต้น ซึ่งไม่ว่าจะยังใช้ของเดิมหรือของสมัยใหม่ ต่างก็พลิกแพลงให้อยู่ร่วมกันได้ในหลากหลายเมนู

Add Comment